Select Page

การสื่อสารด้วยการเขียน ในยุคการหลอมรวมของสื่อ

การสื่อสารด้วยการเขียน

การสื่อสารด้วยการเขียน คือ ข้อความ รูปภาพ สัญลักษณ์  ที่บรรยาย เรื่องราวต่างๆ สื่อความหมายให้ผู้รับสารเกิดเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร โดยมีองค์ประกอบดังนี้ 

Sender : ผู้เขียน

Massege : รหัสเป็นตัวอักษร รูปภาพ สัญลักษณ์ ภาพเคลื่อนไหว สื่อความหมายเป็นเรื่องราวต่างๆ

Channel : สื่อดั้งเดิม หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร สื่อใหม่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ค บล็อค และ Convergence Media

Reciever : ผู้อ่าน

ประเภทของบทความ

1. บทวิจารณ์ ศิลปะ และวรรณกรรม

2. บทบรรณาธิการ

3. บทวิเคราะห์ เรื่องราวที่สงัคมให้ความสนใจและยังไม่มีบทสรุป

โครงสร้างการเขียนบทความ

1. เกริ่นนำ ด้วยข้อความที่น่าในใจ มีแหล่งข้อมูลอ้างอิง มีรูปภาพ กราฟฟิค มัลติมีเดีย ประกอบ

แหล่งข้อมูลที่จะนำมาเขียน

สื่อในยุคหลอมรวม 

ทำความรู้จัก วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผ่าน ชยุตม์ ศิรินันทไพบูลย์

ทำความรู้จัก วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผ่าน ชยุตม์ ศิรินันทไพบูลย์

วันเฉลิมเป็นใคร ?

ผมรู้จักกับวันเฉลิมจากการที่ทำงานพัฒนาเอกชนด้านเอดส์และเพศ ราวปี 2552 วันเฉลิมเป้นคนที่มีบุคลิกร่าเริงสดใส มีความมุ่งมั่นในการทำงาน  พูดจาสื่อสารตรงไปตรงมา บนบัญญากาศที่ฟังดูตลกขบขัน ถ้าอยากเห็นมุมนี้ลองไปดูที่ช่อง Youtube : Wanchalearm Satsaksit เป้นการพูดคุยเนื้อหาที่เป้นวิชาการแต่ไม่เครียด หรือจะหาดูการพูดคุยที่เข้าโพสท์ Facebook ก็ยังเป้นอารมณ์ตลกขบขัน เพราะฉนั้นวันเฉลิมไม่ใช่คนรุนแรง วันเฉลิมเริ่มจากการเป็นเยาวชนที่ทำงานด้านพํฒนาศักยภาพเยาวชตั้งแต่วัยรุ่น มีส่วนในเรื่องของการผลักดันงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในชายแดนไต้ เป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม 

วันเฉลิมสนใจการเมืองเมื่อไหร่ยังไง .. และสาเหตุที่สนใจการเมืองคืออะไร ?

พวกเราเป็นนักกิจกรรม การที่พวกเราจะทำงานพัฒนาสังคมได้ มันไม่ใช่แค่ทำงานกับชุมชนฝ่ายเดียว มันมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองเชิงนโยบาย เพราะฉนั้นการเมืองค่อยๆเข้ามาช่วงที่เราทำงาน เราไม่ใช่ติ่งการมือง ในช่วงที่เราทำงานกันมา 2-3 รัฐบาล พวกเราวิพากย์วิจารย์การทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกรัฐบาล วิพากย์ในเรื่องที่ว่าพวกเข้าทำอะไร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร แล้วเราตั้งคำถามกับประชาชน เราไม่ใช่ติ่งนักการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เราทำงานกับประเด็นของคนที่เป็นประชาชน เพราะฉนั้นเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงปัญหา อุปสรรค ปัจจัยเอื้อ ที่เกิดจากนโยบายและการทำงานของคณะรัฐบาล ในมิติการเมือง การเมืองเข้ามาในชีวิตของเราในช่วงที่เราทำงาน NGO 

ช่วงที่วันเฉลิมลี้ภัย ได้ติดต่อกันบ้างไหม ถี่แค่ไหน ?

ติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ โดยครั้งสุดท้ายติดต่อกันเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 เวลาที่เราติดต่อกันก็จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน อย่างช่วงที่มีเรื่องราวของชาวโรฮิงญา หรืออุยกูร์ วันเฉลิมก็จะถามถึงสถานการณ์ความสนใจจากคนในประเทศไทย แล้วเขาก็ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook นี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณว่าเขาทำงานเพื่อสังคม เขาไม่ค่อยทำอะไรที่เป็นประโยชน์ส่วนตัว ส่วนในเรื่งอที่ว่ามีข้อมูลอีกด้านจากฝ่ายเห้นต่างนั้นอาจจะต้องเช็คข้อเท็จจริงแล้ว ดูเจตนาของคนที่เอาข้อมูลตรงนั้นมานำสนอในสื่อ ว่ามีเจตนาอะไร ให้ความยุติธรรมกับวันเฉลิมด้วย 

ประเด็นคือ เราอาจจะไม่มองเรื่องนี้เป้นเรื่องของวันเฉลิม แต่มองเป็นเรื่องของอาชญากรรมที่เกดขึ้นกับคนไทย ที่มีเหตุผลจะต้องไปใช้ชีวิตที่ต่างแดน นายเอ นายบี นายซี แล้วคนเหล่านั้นเป็นคนที่เรารู้จัก เรารับได้หรือกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ต่อให้คนเหล่านั้นเป็นอาชญากร เรื่องการอุ้มหายก็ไม่ควรเกิดขึ้นกับเขา เพราะทุกรัฐมีกฏหมายบ้านเมือง ต้องหาความจริงที่เกิดขึ้น 

ข้อเท็จจริงเรื่องการเป็นแอดมินเพจ “กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ” กับ ข่าวลือเรื่องการปลุกกัญชา

อยากให้ทุกคนไปดูวิธีการสื่อสารในแอดมินเพจ ดูความคิดของคนที่เขียน กับ การสื่อสารของวันเฉลิม โดยส่วนตัวไม่อยากยืนยันในแบบที่มาแก้ต่างๆอะไร ทั้งที่อยากจะบอกว่าวันเฉลิมไม่ใช่แอดมินเพจ

ส่วนเรื่องปลูกกัญชา อยากจะชวนมองย้อนไปในช่วงมีการเลือกตั้ง 2562 จะเห็นว่ามีนโยบายจากพรรคการเมืองนำมาเสนอ ผมอยากชสนคิดแบบนี้ว่าในคอนโดที่พักจะปลูกเพื่อการทำธุรกิจได้อย่างไร หากแต่วันเฉลิมเป้นคนที่ใฝ่หาความรู้ อะไรอยู่ในความสงสัยของเขา เขาจะเรียนรู้ เป้นไปได้ที่เขาจะปลูก และเขาเองก็เป็นคนโพสท์ แต่หากการโพสท์เพื่อจะกระทำเรื่องผิดกฎหมายเขาไม่ทำ การที่เขาโพสท์อาจจะต้องการข้อมูลจากคนที่เห็น ด้วยความที่เราเป็นนักกิจกรรม เราจะมีวิธีการเอาข้อมูลจากสังคม

ความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า ไม่ว่าเขาจะทำอะไรอย่างที่ถูกกล่าวหา ก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะมาสนับสนุนให้เกิดการบังคับให้เขาสูญหาย ซึ่งเราเรียกมันว่าอาชญากรรม และเราไม่ควรสนับสนุนอาชญากรรมในลักษณะนี้ให้เกิดขึ้นกับใครเลย อยากให้มองข้ามคนที่ชื่อวันเฉลิม ไปดูที่ประเด็นอาชญากรรม 

คิดยังไงกับคนที่บอกว่า วันเฉลิมไม่ได้ถูกลักพาตัว นี่เป็นการสร้างกระแส ยืนยันได้ไหมว่าวันเฉลิมถูกบังคับให้สูญหายไปจริงๆ  

ยืนยันว่าวันเฉลิมถูกอุ้มหาย ถูกบังคับให้สูญหายไปจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ วันเฉลิมได้พูดคุยกับเพื่อนบางคนว่า หากเขาตกเป็นข่าวนั่นไม่ต้องตามหาซากแล้ว คนกลุ่มนั้นทำงานไม่ทิ้งหลักฐาน วันเฉลิมใช้คำพูดติดตลกว่า กูเป็นปุ๋ยไปแล้ว แล้วลองไปดูไลฟ์หลังๆของเขาจะดูความวิตกกังวล ไม่มั่นคงทางความรู้สึก 

กลุ่มเพื่อนจะเคลื่อนไหวกันยังไงต่อไป 

อย่างแรกเลยเพื่อนๆเราคุยกันว่า เราอยากให้ความสำคัญกับความรู้สึกของครอบครัว อยากสื่อสารกับสังคมว่าอย่าไปคุกคามครอบครัวเขา  ส่วนเรื่องของวันเฉลิม พวกเรามองก้าวข้ามวันเฉลิมแล้ว เราสนใจก้าวต่อไปว่าการถูกบังคับสูญหายมันไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร ต่อให้เป็นคนที่คิดต่างจากวันเฉลิมและเพื่อนๆ มันก็ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครเลย 

วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

ผมจะคุ้นชินกับการเรียกชื่อเล่นกันมากกว่า ผมและต้าร์เคยทำงานพัฒนาเอกชนในประเด็น HIV/AIDS และความหลากหลายทางเพศ ร่วมกันมาตั้งแต่ ปี 2552 เป็นต้นมา ปัจจุบันผมประกอบอาชีพอิสระ ส่วนหนึ่งเลี้ยงดูชีวิตตนเอง ส่วนน้อยนิดเป็นทรัพยากรในการทำงานเพื่อสังคม เท่าที่คนๆนึงจะทำได้ ทำงานต่อไปอย่างเป็นอิสระ ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนๆที่กำลังสนับสนุนบ้าง  

          บุคลิค : ต้าร์เป็นคนร่างเริงสดใส อ่อนน้อม ถ่อมตัว เป็นผู้ที่มักให้กำลังใจกับเพื่อนๆพี่ๆเสมอ

          ด้านการทำงาน : ต้าร์เป็นคนมีความตั้งใจในการทำงาน พูดจาตรงไปตรงมาในบรรยากาศที่ฟังดูตลกขบขัน ผมเคยมีโอกาสถกเถียงปัญหาการทำงานบ่อยครั้ง แต่ด้วยบุคลิกการสื่อสารของต้าร์ทำให้สาระหนักๆนั้นเบาบางลง ท่านใดที่สนใจรับชมผลงานทางสื่อของต้าร์ เข้าไปที่ช่องยูทูปชื่อ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ภาษาอังกฤษนะครับ

          ภายหลังจากที่เราไม่ได้ทำงานร่วมกันแล้ว เรายังคงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในวาระต่างๆทางเฟซบุ๊ค ทางข้อความแชท โดยครั้งสุดท้ายคือเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา      

วันนี้ผมได้รับโอกาสจากเพื่อนๆให้มาเป็นตัวแทนเพื่อนอีกหลายคนของต้าร์ ให้มาบอกเล่ากล่าวถึงเรื่องราวของต้าร์  วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

เพื่อนๆของต้าร์เล่าให้ผมฟังว่า ต้าร์เป็นคนร่าเริงสดใส มีความกล้าหาญ กล้าพูด กล้าแสดงออก เป็นผู้สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับคนใกล้ชิดเสมอ สมัยเรียนมัธยม ต้าร์ได้ลงสมัครเป็นประธานนักเรียน บรรยากาศการหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งประธานนักเรียนก็ยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เพื่อนยังเอามาแซวให้ขบขันว่า ต้าร์ไม่เน้นพูดเรื่องนโยบาย แต่กลับพูดคุยเรื่องการอยู่ร่วมกันในโรงเรียน ความสนุกสนาน เน้นสร้างมิตรภาพความสัมพันธ์ และท้ายที่สุดต้าร์ได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด ได้เป็นประธานนักเรียน เพื่อนคนนึงของต้าร์บอกกับผมว่า ต้าร์ก้าวข้ามการแบ่งแยกและการเลือกปฏิบัติตั้งแต่ยังเรียนมัธยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะทางสังคม การศึกษา คำบอกเล่าของเพื่อนต้าร์ทำให้ผมภูมิใจที่ได้เป็นเพื่อนต้าร์อีกคน เพราะการก้าววข้ามการแบ่งแยกนำมาซึ่งความเท่าเทียม เป็นประเด็นที่ผมไม่ได้ทำเพราะมันเป็นอาชีพ หรือแค่ได้ค่าจ้าง แต่ผมให้คุณค่ากับความเท่าเทียมจริงๆ

ปีนี้ต้าร์ของเพื่อนๆอายุ 37 ปี อายุน้อยกว่าผม 7 ปี เป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มเพื่อนๆ พี่ ของต้าร์ ว่าต้าร์ได้สร้างคุณประโยชน์กับสังคมไว้ไม่น้อยเลย เพื่อนๆของต้าร์กล่าวให้ผมฟังว่า ต้าร์มีประสบการณ์อันโชกโชนในสายงานพัฒนาสังคม ล้วนเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมทั้งสิ้น

ปี 2540 ต้าร์ได้เข้าไปมีบทบาทในงานด้านสิทธิเด็กและและงานพัฒนาเยาวชน กับกลุ่มที่เรียกว่า Y-ACT ครั้งนั้นต้าร์อยู่ที่ ยุวพุทธที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยร่วมกับเครือข่ายที่เรียกว่า สอดย. เพื่อพัฒนางานเครือข่ายเยาวชนทั้งในระดับชุมชนไปจนถึงระดับชาติ ข้อเสนอจากเยาวชนจากทั่วประเทศที่ต้าร์และเพื่อนๆเยาวชนของเขาร่วมกันขับเคลื่อนในครั้งนั้นกลายเป็น พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน  

ปี 2547 ต้าร์ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกงานสานเสวนาด้านสันติวิธี และสันติภาพในชายแดนภาคใต้ เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง จนพัฒนาเป็น คณะกรรมการเยียวยาภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้เพื่อนๆยังกล่าวถึงต้าร์ เรื่องการมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาฟื้นฟูผู้ประสบภัยพิบัติในช่วง ทสึนามิ ประสบการณ์ต่างๆทางด้านสังคม ทำให้ต้าร์เป็นที่รู้จักในแวดวงนักกิจกรรม จนถูกชักชวนให้ไปเป็นผู้ร่วมทำงานในหลายองค์กร จนได้มาทำงานด้านเอดส์และเพศ จุดเริ่มต้นที่ผมและต้าร์ได้มาทำงานร่วมกัน

ปี 2557 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง มีหลากปัจจัยเหตุผลที่ทำให้ทั้งผมและต้าร์ต้องยุติบทบาทในการมีส่วนร่วมกับงานด้านการพัฒนาเอกชนในบทบาทเจ้าหน้าที่ในองค์กร และนั่นเกิดขึ้นก่อนที่ต้าร์ถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจฯ ก่อนที่ต้าร์จะถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมาย 112  มันเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับสิทธิ์ในการรับความยุติธรรม เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ต้าร์จะเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมภายใต้อำนาจคณะรัฐประหาร ที่เรียกตนเองว่า คสช. ซึ่งเรียกให้ไปรายงานตัว ต้าร์เลือกที่จะไม่ไปรายงานตัว เลือกจะใช้ชีวิตเยี่ยงผู้ลี้ภัยไปอยู่ต่างแดนตั้งแต่บัดนั้น

แม้ว่าต้าร์ จะลี้ภัยไปต่างแดน ต้าร์ยังใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียในการแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับผู้ที่มีความเปราะบางทางสังคม สอบถามข้อมูลต่างๆจากเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ของโรฮิงญา ชาวกุยกูร์ และเผยแพร่วิธีคิดเพื่อพยายามชวนกันมอบความเป็นธรรมให้กับเพื่อนมนุษย์ และนั่นก็เป็นคำบอกเล่าของเพื่อนๆที่บอกเล่าให้ผมทราบ

ความสำคัญที่ผมเองอยากจะบอกกับสังคมผ่านทุกช่องทางที่ผมทำได้ก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับต้าร์ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ แฮชแท็ก SaveWancahlearm (ไม่ใช่เรื่องการเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้เปรียบทางการเมืองเลย พวกเราวิพากย์วิจารย์การทำงานของทุกรัฐบาล พวกเราไม่ได้สนใจว่าเป็นรับบาลของใคร การเมืองฟากไหน เราสนใจวิพากย์วิจารย์การกระทำ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น) ในโอกาสนี้ เรากำลังให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในชีวิตของมนุษย์ทุกคน เป็นเรื่องความเชื่อมั่นในการมีชีวิตอยู่ภายการปกครองของรัฐ อำนาจที่รัฐมีต้องใช้เพื่อการปกป้องคุ้มครองประชาชน ไม่ใช่อำนาจที่ทำประชาชนหวาดกลัว อำนาจที่ไม่ได้มีไว้ให้โทษกับคนที่เห็นต่างจากรัฐ

เมื่อพูดเรื่องความเห็นต่าง ผมเคารพทุกความเห็นที่แตกต่าง หากความคิดเห็นนั้นไม่ได้มีการสนับสนุนให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับชีวิต ความเห็นต่างต้องไม่ตรงข้ามกับความปลอดภัยในชีวิต ความเห็นต่างต้องไม่สนับสนุนให้เกิดการเข่นฆ่า คุกคาม บาดเจ็บ ทำให้สูญหาย เราใช้ประโยชน์จากความคิดเห็นที่แตกต่างเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับความเป็นอยู่ของเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่ใช้ความเห็นต่างเพื่อหยุดวิวัฒนาการในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ไม่ใช่ใช้ความเห็นต่างเพื่อประโยชน์จากฝ่ายการเมืองที่เราสนับสนุน และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดที่ฝ่ายคิดต่างจากต้าร์ จะพยายามเอามายัดเยียดความไม่ชอบธรรมให้กับเพื่อนของผมที่ชื่อ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผมยังยืนยันหลักการของพวกเราว่า การอุ้มหายไม่ใช่สิ่งที่ปล่อยให้เกิดขึ้นได้ ในสังคมที่พยายามอ้างถึงกฏหมายในการปกครองบ้านเมือง

หากจะไม่พูดเรื่องของต้าร์ แต่เน้นไปที่ประเด็น สังคมเรายังมีเพื่อนมนุษย์อีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกอุ้มหาย อุ้มฆ่า ถูกทำให้ไม่ปลอดภัย ถูกทำให้เจ็บ ถูกทำให้สิ้นศักยภาพ โดยกฎหมายที่เป็นธรรมเข้าไปคุ้มครองไม่ถึง

และผมอยากจะชวนให้เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับใคร ไม่ว่าใครผู้ไหนจะเป็นอาชญากร เป็นนักโทษ การกระทำที่เกิดขึ้นกับชีวิตของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ในประเทศเพื่อนบ้าน เราควรเรียกว่า “อาชญากรรม” และผู้ที่มีส่วนสนับสนุนการกระทำนี้ เขาคืออาชญากร !!!  ผมได้แต่หวังว่าในที่นี้คงจะไม่มีใครจะมาเห็นต่างและใช้เหตุผลที่เพิกเฉยต่ออาชญากรรมครั้งนี้ว่า ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นเรื่องของประเทศเพื่อนบ้าน ผมก็ต้องชวนคิดกันใหม่นะครับว่า หากผู้กระทำเป็นคนในชาติของประเทศเพื่อนบ้าน ก็ต้องนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วออกแถลงการแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศไทย เพราะต้าร์เป็นคนไทย แต่หากผู้กระทำเป็นคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป้นคนไทยหรือชาติไหนๆ นั่นเป็นเรื่องใหญ่ในระดับชาติ เพราะมันคือ อาชญากรข้ามชาติ

    ในโอกาสนี้ผมขอปิดท้ายด้วย ตลกร้ายเกิดขึ้นกับผม ซึ่งอาจจะเคยเกิดขึ้นกับท่านอื่นในที่นี้ คนในสังคมมักจะห้ามปรามกันในเรื่องที่เราพูดถึง หากเรื่องนั้นเกี่ยวกับรัฐ เกี่ยวกับผู้มีอำนาจ ผมมักจะถูกตักเตือนอยู่เสมอว่า อย่าไปพูด … เดี่ยวก็โดนอุ้มหรอก ไม่รู้ว่าใครรักใครเกลียด “เฮ้ย …. พวกเรายอมรับกับเรื่องนี้กันมานานเท่าไหร่” ในประเทศที่อ้างถึงกฎหมายกันแทบทุกวันทั้งในโซเชี่ยลมีเดีย และในชีวิตจริง เราจะใช้การเตือนกันแบบนี้ หรือ เราจะร่วมกันใช้กฎหมายที่สามารถให้ความเป็นธรรมต่อทุกคน ซึ่ง คำตอบในใจแต่ละคนจะกำหนดคุณภาพชีวิตของพวกเราเช่นกัน

 

ทำอย่างไรให้ได้บุญมากๆ

ทำอย่างไรให้ได้บุญมากๆ

ใกล้เข้ามาทุกเพลาแล้วนะครับ สำหรับฤดูกาลงานบุญใหญ่ของชาวพุทธประจำปี พ.ศ. 2563  นั่นคือ วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา แน่นอนว่าหากเป็นปีอื่นๆ ชาวพุทธทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทยจะต้องเตรียมตัว เตรียมใจที่จะประพฤติปฏิบัติตนตามแนวทางที่เคยทำกันมา เช่น ไปวัด ฟังธรรม ถวายเทียน ทำทาน อธิฐานจิต เรียกได้ว่าอิ่มบุญกันตั้งแต่ชาตินี้โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ในชาติหน้ากันเลย

และเป็นที่ทราบกันดีนะครับว่าปีนี้ทั่วโลกมีการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งประเทศไทยก็ยังยู่ในห้วงเวลาของการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  เพราะฉะนั้นหากตัวเลขการระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่ดีขึ้น กิจกรรมที่เคยจัดในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาปีนี้ ก็อาจจะมีการปรับรูปแบบ มาถึงตอนนี้ก็จะมีคำถามเกิดขึ้นในใจกันบ้างว่า แหม ถ้าสถานการณ์คับขันถึงขนาดที่ทำได้แค่ตั้งจิตอธิฐานอยู่บ้านจะได้บุญมากน้อยเพียงไร เพราะฉะนั้นเราก็เลยจะชวนทำความเข้าใจเรื่องการทำบุญอย่างไร อธิฐานอย่างไรให้ได้บุญ หรือทำบุญอย่างไร อธิฐานอย่างไรให้ได้บุญมาก

เรามาเริ่มต้นจากทำความเข้าใจกันในเชิงความหมายก่อนเลยนะครับ คำว่า พุทธ แปลว่าการรู้ สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่า ธรรม หมายถึงธรรมชาติ อันได้แก่ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย จัดเป็นกลุ่มก็คือ การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และการดับไป

เครื่องมือสำคัญของการเป็นผู้รู้แจ้ง (พุทธ) ในธรรมชาติ (ธรรม) เรียกว่า สติ คือ ความรู้สึกตัว เพื่อกำหนด กรรม คือกำหนดการกระทำ ทำอะไรให้เกิดขึ้น ทำอะไรให้คงอยู่ ทำอะไรให้ดับไป สร้างความดีให้เกิดขึ้น รักษาความดีให้คงอยู่ ทำลายความดีให้ดับสิ้นไป สร้างความชั่วให้เกิดขึ้น รักษาความชั่วให้คงอยู่ ทำความชั่วให้ดับสิ้นไป ผลของการกระทำมีสองอย่าง ได้แก่ ความสุข เรียกว่า บุญ และ ความทุกข์ เรียกว่า บาป  สติไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือสำคัญของการรู้แจ้งในธรรมชาติ แต่ยังเป็นเครื่องกำหนดคุณค่าระหว่างวิธีทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เป็นที่มาของคำว่า ทำอะไรได้อย่างนั้น ทำดีเกิดความสุขเรียกว่าได้บุญ ทำไม่ดี ทำชั่ว ทำให้เกิดความทุกข์ เรียกว่า เป็นบาป  

สติ เป็นของวิเศษ คนที่มีสติก็เหมือนคนที่มีของวิเศษ เพราะนอกจากจะมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอแล้ว ยังตั้งมั่นอยู่บนความไม่ประมาท เครื่องมือที่ยืนยันว่าคนที่มีสติตั้งมั่นอยู่บนความไม่ประมาทเรียกว่า การอธิษฐาน คือ การกำหนดความปรารถนา ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนยกมืออธิษฐานต่อตนเอง ก็คือการกำหนดความปรารถนาไว้กับตนเอง ว่าจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เมื่อกำหนดความตั้งใจไว้แล้วก็ลงมือปฏิบัติ ขยันอ่านหนังสือ ค้นคว้าข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เรียนรู้ คือการทำกรรมดีตามที่อธิษฐาน เมื่อถึงเวลาสอบวัดผลความรู้ ก็นำความเข้าใจนั้นมาใช้ประโยชน์ในการทำข้อสอบ ยิ่งเป็นสิ่งยืนยันคำกล่าวที่ว่า ทำสิ่งใดได้สิ่งนั้น ตั้งจิตอธิษฐานทำกรรมกับใครก็ได้กับคนนั้น อ่านหนังสือคือการทำกรรมดีกับตนเอง ก็ได้ผลของกรรมดีต่อตนเอง เมื่อสมปรารถนาก็มีความสุข เป็นผลบุญก็เรียกได้

สำหรับคนที่ขาดสติ ก็เรียกได้ว่าขาดจากการเป็นผู้รู้ (อพุทธ) ไม่กำหนดความตั้งใจคือไม่มีคำอธิษฐาน ก็ไม่สามารถเท่าทันการกระทำ (กรรม) ของตน ว่ากำลังทำดีหรือทำชั่ว ไม่สามารถกำหนดผลลัพธ์ ความสุข ความทุกข์ (บุญ-บาป) ที่จะเกิดขึ้นได้ เรียกได้ว่าใช้ชีวิตจึงวนเวียนอยู่ในความไม่รู้ หลงออกไปจากธรรมชาติที่ควรเป็น (อธรรม)        

บทสรุปของการ “อธิษฐานอย่างไรให้ได้บุญมาก” ก็คือ การเริ่มต้นที่จะสมัครใจในการเป็นผู้รู้แจ้งในธรรมชาติ มีสติรู้สึกตัวอยู่เสมอ กำหนดความปรารถนาที่ต้องการ ลงมือปฏิบัติตามแนวทางที่นำไปสู่ความสำเร็จ ไม่หลงในสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ไม่งมงายในสิ่งที่ไม่มีคำอธิบายให้เป็นความรู้ได้ ตนเองเท่านั้นที่จะเป็นผู้รู้ว่าอะไรคือปฏิบัติแล้วนำไปสู่สิ่งดี หรือสิ่งไม่ดี อะไรจะนำมาซึ่งความสุขที่เรียกว่าบุญ หรือจะนำพาซึ่งความทุกข์ที่เรียกว่าบาป ส่วนในประเด็นเชิงปริมาณที่ว่าจะได้บุญมากหรือได้บุญน้อยนั้น เริ่มเห็นความโลภในธรรมนะครับ และไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นจะมาอธิบายแทนผู้กระทำได้ ความสมเหตุสมผลที่เรียกว่ารู้แจ้งในธรรมก็คือ ใครทำสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้นเป็นธรรมในเชิงคุณภาพแล้ว  

วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษาปี 2563 นี้ ลองหาคำอธิบายให้กับตนเองกันนะครับว่า ตัวเรานี้แจ้งใจในการเป็นชาวพุทธ ตามนิยามความหมาย มีเครื่องมือตรวจสอบตนเองกันแล้ว ด้วยสติรู้แจ้งในธรรมชาติที่ตนเองจะเป็นผู้กำหนดและตรวจสอบสิ่งที่ตนรู้ เพราะธรรมะเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติจะเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งปฏิบัติได้ ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน.

ขอขอบคุณ ภาพปกจาก Mariokung 

พฤติกรรมตัวละครไทยนำมาจากสังคม หรือใช้ชีวิตคนในสังคมไปสร้างเป็นละครไทย

พฤติกรรมตัวละครไทยนำมาจากสังคม หรือใช้ชีวิตคนในสังคมไปสร้างเป็นละครไทย

เคยสงสัยกันไหมว่า เพราะอะไรพฤติกรรมของคนในสังคมจึงสอดคล้องหรือเหมือนกับบทละคร หรือเป็นเพราะว่าบทละครถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสะท้อนสิ่งที่คนในสังคมแสดงออกต่อกันในชีวิตประจำวัน

หากผมจะชวนนึกชวนคิดถึงละครไทยสักเรื่อง คุณนึกถึงเรื่องอะไร และละครไทยเรื่องนั้นมีฉากอะไรที่คุณนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ

และในคำถามต่อไป ซึ่งผมจะพาคุณๆไปค้นหาก็คือ ฉากพฤติกรรมที่แสดงออกของตัวละครที่คุณนึกถึงหรือจำจดได้นั้น คุณเห็นแค่ในละคร หรือเห็นได้ทั่วไปในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนรอบตัวคุณ หรือแม้กระทั่งว่าคุณเองก็เป็นคนที่แสดงพฤติกรรมเหล่านั้นออกมาเป็นปกติอยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีภาพของตัวละครในหัวของคุณขณะที่กำลังแสดงออก

ผมคิดว่ามาถึงจุดนี้ คุณคงมีคำตอบให้กับตนเองแล้วนะครับ สำหรับถามที่ว่า “ละครไทยสะท้อนสังคม หรือใช้ชีวิตคนในสังคมไปสร้างเป็นละครไทย”

ผมจะพาคุณๆไปพบกับตัวอย่างพฤติกรรมของตัวละครที่ผมคิดว่าอาจจะซ้ำกับละครไทยคุณๆบ้างนะครับ พฤติกรรมในตัวละครไทยที่ผมจะยกมานำเสนอนี้ ผมเลือกเอาเฉพาะพฤติกรรมที่พบเห็นได้ในละครไทยหลายๆเรื่อง เรามโนไปพร้อมๆกันเลยนะครับ

1. ฉากพฤติกรรมการสื่อสารกับคนอื่นโดยไม่ใช่คำพูด เช่น ฉากกำมือด้วยความโกรธจัด ฉากที่สื่อสารด้วยแววตาโดยปราศจากคำพูด ไม่ว่าจะเป็นแววตาเกรี้ยวกราด ตาโตโพลน

2. ฉากพฤติกรรมความรุนแรง อันได้แก่ ฉากข่มขืน ฉากทะเลาะวิวาทย์ ทำร้ายตัวเอง

3. ฉากพฤติกรรมภายในอื่นๆ ถูกทำให้ต้องสื่อสารออกมาฟ้องคนดู เช่น การพูดคุยกับตนเอง พูดกับเงาในน้ำ พูดกับกระจก

ตัวอย่างพฤติกรรมที่ยกมาข้างต้น มีคำอธิบายในเชิงวิชาการ ว่าด้วยพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมว่า  พฤติกรรมของคนเราแต่ละคนสามารถกำหนดสิ่งแวดล้อม หมายถึงกำหนดพฤติกรรมคนอื่นๆที่พบเห็นจากเรา และสิ่งแวดล้อมอันได้แก่คนในสังคมอื่นๆที่เราพบเห็น ก็กำหนดพฤติกรรมของเราได้เช่นกัน หากบุคคลเห็นพฤติกรรมซ้ำๆ จากการรับรู้ใดๆ อันได้แก่ ละครไทย ภาพยนต์ ก็มีความเป็นไปได้ว่าพฤติกรรมที่เราแสดงออกนั้นมาจากการเรียนรู้ผ่านตัวละคร ตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม 

มาถึงจุดนี้ คิดว่าผู้อ่านแต่ละคนคงจะพอมีคำอธิบายให้กับตนเองกันแล้วนะครับว่า “พฤติกรรมตัวละครไทยนำมาจากสังคม หรือใช้ชีวิตคนในสังคมสร้างเป็นละครไทย”

ขอบคุณภาพปกจาก : www.praew.com 

Share This