Select Page

ผมจะคุ้นชินกับการเรียกชื่อเล่นกันมากกว่า ผมและต้าร์เคยทำงานพัฒนาเอกชนในประเด็น HIV/AIDS และความหลากหลายทางเพศ ร่วมกันมาตั้งแต่ ปี 2552 เป็นต้นมา ปัจจุบันผมประกอบอาชีพอิสระ ส่วนหนึ่งเลี้ยงดูชีวิตตนเอง ส่วนน้อยนิดเป็นทรัพยากรในการทำงานเพื่อสังคม เท่าที่คนๆนึงจะทำได้ ทำงานต่อไปอย่างเป็นอิสระ ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนๆที่กำลังสนับสนุนบ้าง  

          บุคลิค : ต้าร์เป็นคนร่างเริงสดใส อ่อนน้อม ถ่อมตัว เป็นผู้ที่มักให้กำลังใจกับเพื่อนๆพี่ๆเสมอ

          ด้านการทำงาน : ต้าร์เป็นคนมีความตั้งใจในการทำงาน พูดจาตรงไปตรงมาในบรรยากาศที่ฟังดูตลกขบขัน ผมเคยมีโอกาสถกเถียงปัญหาการทำงานบ่อยครั้ง แต่ด้วยบุคลิกการสื่อสารของต้าร์ทำให้สาระหนักๆนั้นเบาบางลง ท่านใดที่สนใจรับชมผลงานทางสื่อของต้าร์ เข้าไปที่ช่องยูทูปชื่อ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ภาษาอังกฤษนะครับ

          ภายหลังจากที่เราไม่ได้ทำงานร่วมกันแล้ว เรายังคงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในวาระต่างๆทางเฟซบุ๊ค ทางข้อความแชท โดยครั้งสุดท้ายคือเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา      

วันนี้ผมได้รับโอกาสจากเพื่อนๆให้มาเป็นตัวแทนเพื่อนอีกหลายคนของต้าร์ ให้มาบอกเล่ากล่าวถึงเรื่องราวของต้าร์  วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

เพื่อนๆของต้าร์เล่าให้ผมฟังว่า ต้าร์เป็นคนร่าเริงสดใส มีความกล้าหาญ กล้าพูด กล้าแสดงออก เป็นผู้สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับคนใกล้ชิดเสมอ สมัยเรียนมัธยม ต้าร์ได้ลงสมัครเป็นประธานนักเรียน บรรยากาศการหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งประธานนักเรียนก็ยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เพื่อนยังเอามาแซวให้ขบขันว่า ต้าร์ไม่เน้นพูดเรื่องนโยบาย แต่กลับพูดคุยเรื่องการอยู่ร่วมกันในโรงเรียน ความสนุกสนาน เน้นสร้างมิตรภาพความสัมพันธ์ และท้ายที่สุดต้าร์ได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด ได้เป็นประธานนักเรียน เพื่อนคนนึงของต้าร์บอกกับผมว่า ต้าร์ก้าวข้ามการแบ่งแยกและการเลือกปฏิบัติตั้งแต่ยังเรียนมัธยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะทางสังคม การศึกษา คำบอกเล่าของเพื่อนต้าร์ทำให้ผมภูมิใจที่ได้เป็นเพื่อนต้าร์อีกคน เพราะการก้าววข้ามการแบ่งแยกนำมาซึ่งความเท่าเทียม เป็นประเด็นที่ผมไม่ได้ทำเพราะมันเป็นอาชีพ หรือแค่ได้ค่าจ้าง แต่ผมให้คุณค่ากับความเท่าเทียมจริงๆ

ปีนี้ต้าร์ของเพื่อนๆอายุ 37 ปี อายุน้อยกว่าผม 7 ปี เป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มเพื่อนๆ พี่ ของต้าร์ ว่าต้าร์ได้สร้างคุณประโยชน์กับสังคมไว้ไม่น้อยเลย เพื่อนๆของต้าร์กล่าวให้ผมฟังว่า ต้าร์มีประสบการณ์อันโชกโชนในสายงานพัฒนาสังคม ล้วนเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมทั้งสิ้น

ปี 2540 ต้าร์ได้เข้าไปมีบทบาทในงานด้านสิทธิเด็กและและงานพัฒนาเยาวชน กับกลุ่มที่เรียกว่า Y-ACT ครั้งนั้นต้าร์อยู่ที่ ยุวพุทธที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยร่วมกับเครือข่ายที่เรียกว่า สอดย. เพื่อพัฒนางานเครือข่ายเยาวชนทั้งในระดับชุมชนไปจนถึงระดับชาติ ข้อเสนอจากเยาวชนจากทั่วประเทศที่ต้าร์และเพื่อนๆเยาวชนของเขาร่วมกันขับเคลื่อนในครั้งนั้นกลายเป็น พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน  

ปี 2547 ต้าร์ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกงานสานเสวนาด้านสันติวิธี และสันติภาพในชายแดนภาคใต้ เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง จนพัฒนาเป็น คณะกรรมการเยียวยาภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้เพื่อนๆยังกล่าวถึงต้าร์ เรื่องการมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาฟื้นฟูผู้ประสบภัยพิบัติในช่วง ทสึนามิ ประสบการณ์ต่างๆทางด้านสังคม ทำให้ต้าร์เป็นที่รู้จักในแวดวงนักกิจกรรม จนถูกชักชวนให้ไปเป็นผู้ร่วมทำงานในหลายองค์กร จนได้มาทำงานด้านเอดส์และเพศ จุดเริ่มต้นที่ผมและต้าร์ได้มาทำงานร่วมกัน

ปี 2557 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง มีหลากปัจจัยเหตุผลที่ทำให้ทั้งผมและต้าร์ต้องยุติบทบาทในการมีส่วนร่วมกับงานด้านการพัฒนาเอกชนในบทบาทเจ้าหน้าที่ในองค์กร และนั่นเกิดขึ้นก่อนที่ต้าร์ถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจฯ ก่อนที่ต้าร์จะถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมาย 112  มันเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับสิทธิ์ในการรับความยุติธรรม เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ต้าร์จะเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมภายใต้อำนาจคณะรัฐประหาร ที่เรียกตนเองว่า คสช. ซึ่งเรียกให้ไปรายงานตัว ต้าร์เลือกที่จะไม่ไปรายงานตัว เลือกจะใช้ชีวิตเยี่ยงผู้ลี้ภัยไปอยู่ต่างแดนตั้งแต่บัดนั้น

แม้ว่าต้าร์ จะลี้ภัยไปต่างแดน ต้าร์ยังใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียในการแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับผู้ที่มีความเปราะบางทางสังคม สอบถามข้อมูลต่างๆจากเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ของโรฮิงญา ชาวกุยกูร์ และเผยแพร่วิธีคิดเพื่อพยายามชวนกันมอบความเป็นธรรมให้กับเพื่อนมนุษย์ และนั่นก็เป็นคำบอกเล่าของเพื่อนๆที่บอกเล่าให้ผมทราบ

ความสำคัญที่ผมเองอยากจะบอกกับสังคมผ่านทุกช่องทางที่ผมทำได้ก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับต้าร์ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ แฮชแท็ก SaveWancahlearm (ไม่ใช่เรื่องการเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้เปรียบทางการเมืองเลย พวกเราวิพากย์วิจารย์การทำงานของทุกรัฐบาล พวกเราไม่ได้สนใจว่าเป็นรับบาลของใคร การเมืองฟากไหน เราสนใจวิพากย์วิจารย์การกระทำ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น) ในโอกาสนี้ เรากำลังให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในชีวิตของมนุษย์ทุกคน เป็นเรื่องความเชื่อมั่นในการมีชีวิตอยู่ภายการปกครองของรัฐ อำนาจที่รัฐมีต้องใช้เพื่อการปกป้องคุ้มครองประชาชน ไม่ใช่อำนาจที่ทำประชาชนหวาดกลัว อำนาจที่ไม่ได้มีไว้ให้โทษกับคนที่เห็นต่างจากรัฐ

เมื่อพูดเรื่องความเห็นต่าง ผมเคารพทุกความเห็นที่แตกต่าง หากความคิดเห็นนั้นไม่ได้มีการสนับสนุนให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับชีวิต ความเห็นต่างต้องไม่ตรงข้ามกับความปลอดภัยในชีวิต ความเห็นต่างต้องไม่สนับสนุนให้เกิดการเข่นฆ่า คุกคาม บาดเจ็บ ทำให้สูญหาย เราใช้ประโยชน์จากความคิดเห็นที่แตกต่างเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับความเป็นอยู่ของเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่ใช้ความเห็นต่างเพื่อหยุดวิวัฒนาการในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ไม่ใช่ใช้ความเห็นต่างเพื่อประโยชน์จากฝ่ายการเมืองที่เราสนับสนุน และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดที่ฝ่ายคิดต่างจากต้าร์ จะพยายามเอามายัดเยียดความไม่ชอบธรรมให้กับเพื่อนของผมที่ชื่อ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผมยังยืนยันหลักการของพวกเราว่า การอุ้มหายไม่ใช่สิ่งที่ปล่อยให้เกิดขึ้นได้ ในสังคมที่พยายามอ้างถึงกฏหมายในการปกครองบ้านเมือง

หากจะไม่พูดเรื่องของต้าร์ แต่เน้นไปที่ประเด็น สังคมเรายังมีเพื่อนมนุษย์อีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกอุ้มหาย อุ้มฆ่า ถูกทำให้ไม่ปลอดภัย ถูกทำให้เจ็บ ถูกทำให้สิ้นศักยภาพ โดยกฎหมายที่เป็นธรรมเข้าไปคุ้มครองไม่ถึง

และผมอยากจะชวนให้เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับใคร ไม่ว่าใครผู้ไหนจะเป็นอาชญากร เป็นนักโทษ การกระทำที่เกิดขึ้นกับชีวิตของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ในประเทศเพื่อนบ้าน เราควรเรียกว่า “อาชญากรรม” และผู้ที่มีส่วนสนับสนุนการกระทำนี้ เขาคืออาชญากร !!!  ผมได้แต่หวังว่าในที่นี้คงจะไม่มีใครจะมาเห็นต่างและใช้เหตุผลที่เพิกเฉยต่ออาชญากรรมครั้งนี้ว่า ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นเรื่องของประเทศเพื่อนบ้าน ผมก็ต้องชวนคิดกันใหม่นะครับว่า หากผู้กระทำเป็นคนในชาติของประเทศเพื่อนบ้าน ก็ต้องนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วออกแถลงการแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศไทย เพราะต้าร์เป็นคนไทย แต่หากผู้กระทำเป็นคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป้นคนไทยหรือชาติไหนๆ นั่นเป็นเรื่องใหญ่ในระดับชาติ เพราะมันคือ อาชญากรข้ามชาติ

    ในโอกาสนี้ผมขอปิดท้ายด้วย ตลกร้ายเกิดขึ้นกับผม ซึ่งอาจจะเคยเกิดขึ้นกับท่านอื่นในที่นี้ คนในสังคมมักจะห้ามปรามกันในเรื่องที่เราพูดถึง หากเรื่องนั้นเกี่ยวกับรัฐ เกี่ยวกับผู้มีอำนาจ ผมมักจะถูกตักเตือนอยู่เสมอว่า อย่าไปพูด … เดี่ยวก็โดนอุ้มหรอก ไม่รู้ว่าใครรักใครเกลียด “เฮ้ย …. พวกเรายอมรับกับเรื่องนี้กันมานานเท่าไหร่” ในประเทศที่อ้างถึงกฎหมายกันแทบทุกวันทั้งในโซเชี่ยลมีเดีย และในชีวิตจริง เราจะใช้การเตือนกันแบบนี้ หรือ เราจะร่วมกันใช้กฎหมายที่สามารถให้ความเป็นธรรมต่อทุกคน ซึ่ง คำตอบในใจแต่ละคนจะกำหนดคุณภาพชีวิตของพวกเราเช่นกัน

 

ร่วมแสดงความคิดเห็น
Share This
%d bloggers like this: